บทความ
จงใช้ ‘ตาใน’ สำหรับเห็น
มณีรัตน์ บัณฑุกัมพล

           วันหนึ่ง ขงจื๊อพร้อมศิษยานุศิษย์เดินทางรอนแรมลี้ภัยการเมืองอยู่กลางป่า

           พอได้เวลาอาหาร ลูกศิษย์เตรียมตักข้าวใส่จาน พร้อมสำหรับอาหาร

           ขณะกำลังตักข้าวอยู่ห่างๆนั้น ท่านขงจื๊อสังเกตเห็นว่า ลูกศิษย์หยิบข้าวจากจานของท่านขึ้นมาใส่ปากเคี้ยว

           ท่านจึงสอนและชี้แนะให้เห็นว่า การหยิบอาหารจากสำรับของครูบาอาจารย์มารับประทานก่อนได้รับอนุญาตนั้น แสดงถึงความ ‘อนารยะ’ ที่น่าตำหนิอย่างยิ่ง

           ลูกศิษย์จึงขอโอกาสชี้แจง

           “อาจารย์ครับ ที่กระผมหยิบข้าวจากจานของอาจารย์ขึ้นมารับประทานก่อน หาใช่กระทำด้วยความเขลาหรือขาดเคราะห์ก็หาไม่ แต่ที่เป็นเช่นนั้น เพราะในจานข้าวของอาจารย์มีผงถ่านสีดำปนเปื้อนข้าวอยู่

           ครั้นจะยกมาให้อาจารย์เลย ก็เกรงว่าคงไม่เหมาะ จะหยิบข้าวที่เปื้อนนั้นทิ้งก็เสียดาย เพราะข้าวหายากและจำเป็นมากสำหรับการอยู่รอดในยามวิกฤต

           กระผมก็เลยหยิบข้าวที่เปื้อนนั้นขึ้นมารับประทานเสียเองขอรับ”

           แววตาที่ฉายแววดุของผู้เป็นอาจารย์ค่อยๆทอประกายอ่อนโยน ด้วยเมตตาก่อนเอ่ยวาจา ขอโทษผู้เป็นศิษย์อย่างไม่ถือตัว

           บ่อยครั้ง ที่เรามักตัดสินใจอะไรผิดพลาดอย่างง่ายดายจนเสียทั้งคน เสียทั้งงาน และบางที่เสียผู้เสียคน เสียเกียรติภูมิที่สู่สั่งสมมาทั้งชีวิตไปในชั่วพริบตา เพียงเพราะเราเชื่อในสิ่งที่สายตารายงาน

           ขณะที่บางด้านของความจริง กลับเป็นอีกอย่างหนึ่ง

           สามีทะเลาะกับภรรยา

           พ่อแม่ทะเลาะกับลูก  

           นายเข้าใจผิดลูกน้อง

           เพื่อนแตกจากเพื่อน

           คนรักหันหลังให้กัน ทั้งที่ต่างฝ่ายก็แสนดี

           เพียงเพราะต่างก็เชื่อใน ‘สิ่งที่ตาเห็น’

           แต่ละเลยการเพ่งมองอย่างพินิจพิจารณา โดยใช้ ‘ปัญญาจักษุ’ อันสุขุม

           ชีวิตคนเรานั้นติดอยู่กับภาพที่ลวงตาเรามากมาย อันเป็นมายาคติ พลอยให้เราหลงลืมความจริงที่เป็นจริงอีกด้านหนึ่งอย่างน่าเสียดาย

           จงมองด้วยตา แต่ใช้ปัญญา เพื่อวินิจฉัยก่อนตัดสินใจ

           สิ่งที่ตาเห็น กับสิ่งที่ปัญญาประจักษุนั้น ไม่น่าใจว่าจะสอบคล้องตรงกัน

           เรื่องเล่าอีกเรื่องหนึ่งที่ได้ขอคิดเช่นกัน เป็นเรื่องข่าวปรุงยาอายุวัฒนะของชายชราผู้หนึ่ง ข่าวลือสะพัดไปทั่วถึงขนาดที่ว่าเพราะราชาในแคว้นนั้นสั่งทหารคนสนิทให้ไปค้นหาชายชราผู้นี้ และนำยาอายุวัฒนะมาให้จงได้

           ทหารที่มีฝีมือและไว้วางใจที่สุดของพระองค์ ก็ไปปฏิบัติภารกิจสำคัญนี้ ระหว่างทางเจอพายุโหมรุนแรง ก็ไม่ย่อท้อ รีบเร่งเดินทางเพื่อพระราชา รอนแรมอยู่หลายคืนก็มาถึงหมู่บ้านของชายชรา

           นายทหารคนนี้ก็รีบเข้าไปในกระท่อมของชายชราผู้นั้น แต่พบกับความว่าเปล่าจึงถามคนในในละแวกนั้น คนแถวนั้นก็บอกกับทหารคนนี้ว่าชายชราผู้นี้เสียชีวิตไปแล้ว

           เมื่อทราบดังนั้น นายทหารก็รีบกลับไปกราบทูลพระราชาตามนี้ พระองค์ทรงกริ้วมาก ไม่ฟังอะไรทั้งนั้น สั่งประหารทหารคนสนิท เพราะทำงานไม่สำเร็จ

           แต่พระองค์ลืมฉุกคิดไปว่า เหตุใดผู้ที่รู้ตำราอายุวัฒนะถึงตายเร็วขนาดนี้

           เรื่องนี้จึงสอนการใช้ ‘ตาใน’ กับคนใกล้ชิด

           เปรียบดัง สามีภรรยา อาจารย์ลูกศิษย์ แม่ทัพกับเสธ เจ้านายกับคนรับใช้หรือแม้กระทั้งทีมงาน หากมีความแข็งแรงและเชื่อมั่นในกันและกัน ย่อมทำทุกอย่างได้สำเร็จ

           ถ้าเมื่อไหร่ที่เรานั่งรถ แล้วไว้ใจคนขับรถ เราก็กล้าที่จะหลับพักผ่อน หรือมองความสวยงามระหว่างทางด้วยความเบิกบานใจ หากเรานั่งรถ แล้วเราไม่มั่นใจคนขับรถ เราจะนั่งรถมีความสุขได้อย่างไร

           คนที่พบความสุขได้มากกว่าคนอื่น คือคนที่ไม่ยึดตัวเองเป็นหลัก ผู้ที่ยึดตัวเองเป็นหลัก คือผู้ที่หมดโอกาสเรียนรู้โดยแท้ คนที่ยิ่งใหญ่มักหลงลืมในข้อนี้ ยิ่งได้ตำแหน่ง ยิ่งมีอำนาจ ยิ่งลืมตัว แม้ใจอยากได้สิ่งดีๆ แต่สิ่งดีๆก็เข้าไปไม่ถึง เพราะเราปิดใจ

           ฉะนั้น เมื่อรู้สึกโกรธหรือเคืองใจใครก็ตาม ให้ตั้งสติระลึกนึกถึงความดีของคนคนนั้นไว้ในใจ เช่น

           เขาเคยทำดีอะไรให้แก่เราบ้างไหม อย่าให้เขาข่ายที่ว่า ทำดีร้อยครั้ง ทำผิดครั้งเดียว ก็สั่งประหารเหมือนทหารผู้น่าส่งสารร้ายนี้

           มองคน...ต้องมองให้ลึกซึ่ง มองที่ความจริงใจของเราเป็นสำคัญ ตานอกมองไม่เห็น ต้องใช้ตามอง

           การที่เราจะไว้ใจใครสักคนได้นั้นเรียกว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ดังนั้น ต้องเริ่มจากการกลั่นกรองคนที่จะเข้ามาในชีวิตของคุณให้ดีเสียก่อน

           กลั่นกรองมิตร เพราะคนเหล่านี้จะมีอิทธิพลต่อชีวิตของท่านแน่นอนในอนาคต ถ้าเราคิดว่าเราเลือกและกลั่นกรองดีแล้ว เขาอยู่กับเรามาหลายปีแล้ว เราก็ต้องไว้ใจ บางครั้งเราต้องเปิดใจฟังคำติฉันหรือแนะนำจากเขาบ้าง เพราะพวกเขานี่แหละค่ะ คือที่ปรึกษา....ที่จะคอยเขี่ยผงในตาให้คุณ

           จะเห็นว่าเรื่องสองเรื่องที่ยกมา ต่างกันที่กระบวนการและผลลัพธ์ อาจารย์ไม่ได้ตัดสินลูกศิษย์เร็วเกินไป ไม่ได้ตัดสินจากสิ่งที่ตนเองเห็นเท่านั้น แต่ฟังและไว้ใจในสิ่งที่ลูกศิษย์พูด

           ต่างจากพระราชาที่ต้องเสียทหารคนที่ซื่อสัตย์และภักดีที่สุดของพระองค์ไป มาถึงวันนี้พระองค์ก็ได้แต่เศร้าเสียใจกับการกระทำของพระองค์เอง ที่มีตาครบทั้งสองข้าง แต่กลับหามีแววไม่ น่าเสียดาย และเสียใจแทนเป็นที่สุดค่ะ

ที่มา : www.dnfe5.nfe.go.th
 
ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยเขตสวนหลวง
ถนนพัฒนาการ แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร 10230
โทร 0-2321-6900, 0-2321-6644 e-mail : info@slnfe.com
Copyrights © 2009 www.slnfe.com All Rights Reserved.
counter